ประวัติพิมกามิกาเซ่

posted on 08 Nov 2009 13:51 by pimmywold

 สวีดัดสวัสดีขอโทษที่ห่างหายไปนานนนนนตอนนี้ก็มีประวัตพิมกามิกาเซ่มาฝาก

ชื่อ พิมประภา ตั้งประภาพร ( Pimprapar Thangpraparporn )
ชื่อเล่น พิม
อายุ 14 ปี
เกิดวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2535
ส่วนสูง 161 cm
น้ำหนัก 40 kg
พี่น้อง น้องสาว 2 คน ชื่อ แพร กับ พลอย
เรียนอยู่ที่ Heathfield International School
ปัจจุบัน เรียนอยู่ชั้น ม.3 ( Year 10 )
สีที่ชอบ สีชมปู >.<
นิสัยส่วนตัว อารมณ์ดี หัวเรอะง่ายมาก ติ๊งต๊อง ^__^
ของสะสมที่ชอบ Emily the strange, Sanrio และ Paul Frank
อาหารที่ชอบ ยำกุ้งสด ตัมยำราแมน ส้มตำ ไก่ย่าง = ="
Diary
http://pim.zheza.com
Hi5 http://pimmy-kamikaze.hi5.com/
ผลงานที่ผ่านมา เริ่มเข้าวงการตั้งแต่ 7 ขวบ
ละคร
- แสดงละครเรื่องลูกไม้ไกลต้น
- แสดงละครเรื่องดุจฟ้าไร้ดาว 
- แสดงละครเืรื่องนางสิบสอง 
- แสดงละครเรื่องแรงเงา ตอนอายุประมาณ 8 ขวบ
- แสดงละครเรื่อง หน้าต่างชมพูประตูฟ้า
- แสดงละครเรื่องหนี้รัก
- แสดงละครเรื่องฆาตกรกามเทพ (กบตอนเด็ก)
- แสดงละครเรื่อง บอดี้กาดสาว
- แสดงละครเรื่อง สงครามดอกรัก
- แสดงละครเรื่องขมิ้นกับปูน
- แสดงละครเรื่องสายโลหิต ตอนอายุประมาณ 9-10 ขวบ
- แสดงละครเรื่องหนึ่งในทรวง เป็นคุณหญิง
- แสดงละครเรื่องสร้อยแสงจันทร์
ภาพยนตร์
- แสดงภาพยนต์เรื่องจันดารา เป็นคุณแก้วตอนเด็ก
- แสดงภาพยนต์เรื่อง คู่แท้ปฏิหาร เป็นจ๋าตอนเด็ก
โฆษณา แป้งโกกิ , 12 plus สองปีซ้อน , มันฝรั่ง เลย์ (ลุ้นล้าน) , แอร์ มิตซูบิชิ , ภาพนิ้ง one to call , รีเจนซี่ ,ภาพนิ่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ , ภาพนิ่ง Dtac , Etc.
นิตยสาร Candy , Ice , ถ่ายแบบ ของกุลสตรี , แม่และเด็ก , แฟชั่น รีวิว , Silk , สกุลไทย , Etc.
ประกวดความสามารถด้านรำไทย
- ประกวดชนะเลิศ หนูน้อย นพมาศ สวนสยาม ปี 2542
- ประกวดชนะเลิศ หนูน้อย นพมาศ จังหวัด นนทบุรี ปี 2542
- ประกวดชนะเลิศ หนูน้อย นพมาศ โรงแรมชารีน้า 
- ประกวดชนะเลิศ+ขวัญใจชั่งภาพ หนูน้อยล้านนา ปี 2543
- ประกวดชนะเลิศ หนูน้อยสงกรานกรุงเทพ ปี 2545
- Etc.
ผลงานพิธีกร ฮิคารุ เซียนโกะ , นักขัตฤกษ์
ผลงานด้านเดินแบบ
- ประกวดนางแบบ MARAYART KIDS 2 ขวัญใจสื่อมวลชล
- ชนะเลิศสูงสุด ได้ถ่วยประราชทาน จาก หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล งานกิ่งเพชร แฟนซีไนท์ ปี 2543 
- Etc.
ผลงานด้านการแสดง 
- รางวัลนักแสดงดาวรุ่งละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยมหญิง งาน Milky Award ครั้งที่2 
มอบถ้วยจาก ฯพณฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ปี 2547 จากละครเรื่องสายโลหิต..

ผลงานปัจจุบัน อัลบั้ม Lipz Project ( Chilli White Choc , Siska , Waii )

ที่มาhttp://dek-d.com/board/view.php?id=1120054

สาเหตุหลัก ที่ทำให้คนอยากเป็นนักเขียน ก็คือ "อ่านมาก" คนเราพอได้อ่านหนังสือไปมากๆ ก็มักอยากระบายออกมา บ้าง บางคนกลายเป็นนักพูด (นักพูดที่ดีมักเป็นนักอ่านตัวยงด้วยแทบทั้งสิ้น) เพราะชอบพูด ในขณะที่บางคนจะรู้สึกคันไม้ คันมืออยากจะเขียนมากกว่า ผมว่ามันก็มีส่วนคล้ายกับสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ของคนเรากลายๆ แต่มันคือสัญชาตญาณ ของการสืบทอดทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ อารมณ์ วัฒนธรรม และวิทยาการของมนุษย์นั่นเอง อาการนี้ก็เป็นกันมาตั้งแต่ โบราณ ถือเป็นสิ่งปกติของปัญญาชน แรงขับดันอันนี้จึงก่อให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการถ่ายทอดทางภูมิปัญญา สืบสานต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้ งานเขียน ถือเป็นศิลปะอันล้ำลึกอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้เขียนอยากจะสื่อสารแก่ผู้อ่าน บางคนถนัดที่จะใช้วิธีบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา (พวกตำราวิชาการจะใช้วิธีนี้แทบทั้งหมด) บางคนชอบใช้การอุปมา อุปไมย โดยใช้บุคคลหรือสัญญลักษณ์ บางคนใช้คำบอกเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในขณะที่บางคนชอบใช้ สำนวนที่แปลกออกไปหรือบอกเล่าอย่างคลุมเครือแทน ทว่าสิ่งที่แสดงออกในงานเขียนของแต่ละคน มักสะท้อนถึงความรู้สึก นึกคิด นิสัยใจคอ ตลอดถึงความเชื่อและทัศนคติ ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ได้ว่าเป็นคนลักษณะเช่นใด ปัจจุบันนี้ คนไทยนิยมการอ่านหนังสือกันมากขึ้น ทำให้ตลาดของธุรกิจหนังสือในบ้านเราโตขึ้นทุกปี ทั้งกลุ่มของหนังสือ วิชาการและหนังสือวรรณกรรม ท่านที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะเห็นว่ามีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นมามากมายราวกับ ดอกเห็ดหน้าฝนเลยนะครับ มีตัวเลขเฉลี่ยว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรามีผู้ผลิตหนังสือออกสู่ท้องตลาด ประมาณวันละ 20 ปก หากเราคิดเสียว่าพิมพ์กันปกละ 500 เล่ม ก็จะมีหนังสือเกิดขึ้นวันละ 10,000 เล่ม คงจะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เลย แต่สัดส่วนของสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ คือได้รับการยอมรับจากตลาดนักอ่านมีอยู่ไม่ถึง 20 % นั่น หมายความว่าสำนักพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้น 100 แห่ง จะรอดปากเหยี่ยว ปากกามาได้ราว 10 กว่าแห่งเท่านั้นเอง ผมขอข้ามเรื่องของ ธุรกิจสำนักพิมพ์ไปก่อน โดยจะขอพูดถึงแต่เฉพาะมุมของ "นักเขียน" เท่านั้น

"นักเขียน" คือ ปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าสำนักพิมพ์จะอยู่รอดหรือไม่ ดังนั้นทุกสำนักพิมพ์จึงให้ความสำคัญกับนัก เขียนมาก หากเขาไม่มั่นใจเต็มร้อยกับผลงานของคุณ เขาคงไม่กล้าเสี่ยงแน่ นอกจากคุณจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเขา แต่สำนักพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มักไปไม่รอด กล่าวคือเจ้าของสำนักพิมพ์ก็เป็นนักเขียนเอง และเพื่อนฝูงที่สนิทสนมก็อยากเป็น นักเขียนกันแทบทั้งนั้น พอหาเงินทุนได้ก้อนหนึ่งก็นำมาเปิดเป็นสำนักพิมพ์ แล้ววาดฝันว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างล้น หลามจากวงการหนังสือ พอเปิดตัวเข้าจริง กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เงินทุนก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ จนต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ในวงการหนังสือจะมีสำนักพิมพ์ประเภทนี้เกิดขึ้นและดับไปอยู่แทบจะตลอดเวลา คล้ายกับนักลงทุนกลุ่ม "แมงเม่า" ใน ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ปาน สิ่งเหล่านี้ยืนยันให้เห็นถึงมนตร์ขลังของ "หนังสือ" ได้ว่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์เพียงใด

 

ข้อมูลขอบคุณจากเว็บแจ่มใสจ้า